เมื่อมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน...อย่าโพสต์ลง Facebook


"คนเราอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องอดทนเอาไว้  ให้น้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสอยู่นอก"

คำพูดแบบนี้คงเป็นคำพูดที่เอาไว้บอกคู่แต่งงาน หรือคู่รัก  แต่สำหรับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน ก็คงไม่ต่างอะไรกับลิ้นและฟัน ที่อาจจะมีโอกาสกระทบกระทั่งกันบ้าง จนบาดเจ็บและมีบาดแผลต่อกันและกัน แต่เพราะอยู่ในองค์กรเดียวกัน ก็ต้องอดทนกันไว้ พยายามรักษาน้ำใจกันไว้ให้มากที่สุด

มันคงเป็นเรื่องปกติ ที่เราจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพราะก็ต่างคนละพ่อคนละแม่ มีกรอบความคิดที่เกิดจากการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในชีวิตที่แตกต่างกัน อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานที่ต่างพ่อต่างแม่เลย ขนาดคนเป็นพี่เป็นน้องกัน เกิดร่วมท้องแม่และเติบโตขึ้นมาในครอบครัวเดียวกัน บางครั้งยังไม่เข้าใจกัน จนบางครอบครัวตัดพี่ตัดน้องกัน ไม่พูดคุยก็มีมาก แล้วนับประสาอะไรกับเพื่อนร่วมงานที่มาจากคนละที่คนละทาง มันก็คงเป็นเรื่องปกติ ที่จะไม่เข้าใจกันบ้าง มองกันคนละมุมกันบ้าง

นักบัญชีก็จะมีกรอบความคิดแบบนักบัญชี นักการตลาดก็มีแนวทางการทำงานแบบนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ก็คิดแบบนักประชาสัมพันธ์ ทุกอาชีพ ทุกตำแหน่งงานต่างมีวิธีการคิด วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน องค์กรต้องมีคนหลายๆ ตำแหน่งงาน แล้วก่อประกอบคนที่มาจากหลากหลายฐานความรู้ หลากหลายประสบการณ์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อนำพาองค์กรให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กร มันจึงอาจเป็นเรื่องปกติที่จะมีความไม่เข้าใจกันบ้างเวลาคนที่หลากหลายต้องมาทำงานด้วยกัน

มายาคติที่มักทำให้เราหลงทางเมื่อมองดูองค์กร ก็คือ เราอาจจะมองว่าองค์กรต้องมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน ช่วยเหลือ เอื้ออาทรต่อกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเหมือนญาติกัน
แต่... Wake up!!! มันจะมีสักกี่องค์กรที่เป็นแบบนั้น องค์กรในอุดมคติที่ปราศจากความขัดแย้ง องค์กรจริงๆ มันย่อมมีความขัดแย้งกันบ้าง เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เมื่อคนมาอยู่รวมกัน

เราอาจจะไม่ชอบการทำงาน หรือวิธีการคิดของเพื่อนร่วมงานเรา หรือบางครั้งเราก็อาจจะไม่ชอบการตัดสินใจของผู้บริหารองค์กรของเรา แล้วเราควรทำอย่างไร ...

สมัยนี้เรามี Facebook พื้นที่ส่วนตัวของเราที่เราจะระบายความขัดข้องใจใน "พื้นที่ของเรา" เราจะบ่น เราจะด่า ใครก็ได้ ใน Facebook ของเรา ก็มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรานี่นา แล้วเราก็ทำเช่นนั้น... ทันทีที่เราไม่พอใจ เราจะโพสต์ลงไปใน Facebook พูดถึงเพื่อนร่วมงานของเรา เจ้านายของเรา ถ้าดีหน่อยเราก็จะแอบเหน็บๆ แบบไม่เอ่ยชื่อ แต่ถ้ามันสุดจะทนแล้ว เราก็จะเอ่ยชื่อตำแหน่ง เอ่ยชื่อองค์กร

ใช่แล้ว..Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา แต่เมื่อไรก็ตามที่เราโพสต์ และมีใครสักคนนึงมาเห็น กด Like (ซึ่งอันนี้เราแอบรอ...รอให้เพื่อนร่วมงานของเรามากด Like เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าเห็นด้วยกับเรา) ข้อความนั้นจะไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวของเราทันที มันจะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะของคนทั้งองค์กร (ที่เป็นเพื่อนของเรา) ทันที

เราอาจจะกล่นด่าเพื่อนร่วมงานของเรา เพราะเราทนความงี่เง่าของเขาไม่ได้ ... เอาละ ... ตอนนี้เขาเห็นแล้ว หรือเขาอาจจะไม่เห็นเพราะเขาช่างโชคร้ายที่ไม่มีค่าพอที่จะเป็น Friend ของเราใน Facebook แต่รับรองได้เลย ว่าไม่นานจะมีผู้ประสงค์ดี (มั้ง) ที่จะแคปเช่อร์โพสต์ของเราให้เขาอ่าน แล้ว Congratulations ... สำเร็จแล้ว คุณทำได้ คำบ่น คำด่าของคุณไปถึงเขาแล้ว

ดีไหมล่ะ ที่วันนี้พื้นที่ส่วนตัวของคุณเป็นพื้นที่สาธารณะขององค์กร อาจจะดี..แต่วันนึง เจ้านายของเราจะเข้ามาเห็นข้อความนั้น เขาอาจจะเข้าใจในความขัดแย้งที่มีอยู่ภายในองค์กร แต่อีกด้านนึงเขาจะมองว่าคนที่ระบายปัญหาที่ทำงานใน Facebook นั้นมีความพร่องของวุฒิภาวะทางอารมณ์ และเมื่อเกิดอะไรขึ้น "คุณ" จะไม่ใช่คนที่น่ารักขององค์กร

ในฐานะของคนที่เคยบริหารคนมาก่อน...เมื่อคุณมีปัญหาอะไรกับคนในองค์กร หรือมีปัญหากับเจ้านาย หากคุณโพสต์ลง Facebook ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ คุณทำได้ได้.. แต่ได้โปรด ตั้ง Privacy ให้ดีๆ อย่าปล่อยให้พื้นที่ส่วนตัวของคุณเป็นพื้นที่สาธารณะขององค์กร เพราะเจ้านายคุณไม่มีทางมองคุณดีแน่ๆ

แต่มันมีสิ่งที่ดีกว่านั้น คือ ความอดทนเก็บงำความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้บ้าง ความขุ่นข้องหมองใจ เก็บไว้ข้างใน ไม่ต้องเปิดเผยออกมากนัก คุณยังต้องอยู่ในองค์กรนั้น ใช้เวลาวันละไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน อาทิตย์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน คุณจะเป็นคนขี้โวยวาย จอมโพสต์ จอมแฉ หรือคุณจะเป็นลูกจ้างชั้นดี ลูกน้องมืออาชีพ อยู่ที่คุณเลือกเอา

ความคิดเห็น